May 24, 2022

เควิน เดอ บรอยน์ กับตำแหน่งมิดฟิลด์หมายเลขหนึ่งของโลกคนปัจจุบัน

 

ควันหลงเกมส์แมนซิตี้เปิดบ้านถล่มแมนยูแบบไม่ไว้หน้า 4-1 นอกจากประเด็นเรื่องความไม่พร้อมของตัวผู้เล่นแมนยูแล้ว ประเด็นเรื่องความแกร่งทั่วแผ่นของทีมเรือใบสีฟ้าแล้ว เชื่อว่าอีกเรื่องที่ผู้คนพูดถึง คือ ความเก่งของ เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์หมายเลข17 ที่วันนั้นรับบทกัปตันทีมเรือใบสีฟ้า แล้วเดอ บรอยน์ ก็เป็นทุกอย่างของเกม จบเกมส์เขาได้รับเลือกให้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ของเกม  นี่คือถ้อยคำสรรเสริญจากบรรดากูรูลูกหนังในสตูดิโอถึง เควิน เดอ บรอยน์ หลังโชว์ยิง 2 จ่ายอีก 1 ใน เกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ รอย คีน ตำนานกัปตันทีมแมนยู กล่าวว่า ผมว่าแฟนบอลยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าไปดู เควิน เดอ บรอยน์ เตะบอล เขาดูเป็นนักเตะที่โคตรมืออาชีพ, ทัศนคติยอดเยี่ยม, ยิงประตูได้, แอสซิสต์ได้, เขาพร้อมช่วยทีมเสมอ เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม ดูจากสถิติของเขาได้ น่าทึ่งจริงๆ เขาจะต้องถูกยกให้เป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอนในช่วงปลายอาชีพเส้นทางของเขา

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตมิดฟิลด์ลิเวอร์พูล กล่าวว่า สิ่งที่ เควิน เดอ บรอยน์ สามารถทำได้กับลูกฟุตบอล มันทำให้เรานึกถึงนักเตะที่อยู่ในระดับยอดเยี่ยมที่สุด วิธีการเคลื่อนบอลของเขา, การยิงบอล…เขาคือมาตรวัดของการเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบ เขาเหมือนกับ พอล สโคลส์ ในการยิงบอล แต่เขารวดเร็วเหมือน สตีเว่น เจอร์ราร์ด เพลินจริงเมื่อได้ดูเขา เขาคือปรากฏการณ์ เขาแตกต่างจากนักเตะทั่วๆไป ไมก้าห์ ริชาร์ดส์ อดีตปราการหลังแมนซิตี้ กล่าวว่า มาตรฐานการเล่นของเขาสูงมาก เมื่อเขาลงเล่นแบบนั้น เขาคือที่สุด เควิน เดอ บรอยน์ กำลังกลับมาสู่จุดที่ดีที่สุดของเขา

ผลงานที่ผ่านมา เควิน เดอ บรอยน์ กองกลาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้รับเสียงโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพ ให้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำฤดูกาล 2020-2021 จาก สมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ หรือ พีเอฟเอ ซึ่งเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน เทียบเท่ากับ เธียร์รี่ อองรี และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพลย์เมกเกอร์ ทีมชาติเบลเยี่ยม ยิงไป 6 ประตู และ 12 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 25 นัดใน พรีเมียร์ ลีก ช่วยให้ เรือใบสีฟ้า คว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 3 ในรอบ 4 ปี ขณะเดียวกัน ยังพาทีมได้ครองถ้วย คาราบาว คัพ และคว้ารองแชมป์ ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020-2021 ด้วยเส้นทางสายลูกหนังของ เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์เบอร์หนึ่งของโลกลูกหนังปัจจุบัน เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศบ้านเกิด โดยเขาได้เข้าไปฝึกวิชาที่แรกกับ กาเฟเฟ่ ดรอนเก้น ในปี 1997 ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ย้ายไปอยู่กับ เคเอเอ เกนท์ ในปี 1999 เขาอยู่ที่นานถึง 6 ปี ก่อนที่ ในปี 2005 เขาจะโยกย้ายไปเล่นในระดับเยาวชนให้กับ เคอาร์ซี เกงค์ ในฤดูกาล 2010-2011 ถือเป็นปีไฮไลท์ของ เดอ บรอยน์ กับ เกงค์ เลยก็ว่าได้ เมื่อเจ้าตัวระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างร้อนแรง พาทีมเดินหน้าเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่น จนในท้ายที่สุดทีมก็สามารถคว้าแชมป์เบลเยียมโปรลีก ได้สำเร็จ

ปี 2012 เดอ บรอยน์ ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญาย้ายมาเป็นนักเตะใหม่ของทัพเชลซี ด้วยค่าตัว 6.7 ล้านปอนด์ และสัญญายาวถึงห้าปีครึ่ง ทว่าเขายังไม่ได้ย้ายมาทันที ยังอยู่เล่นช่วย เกงค์ จนจบฤดูกาล 2011-2012 ต่อไป หลังจากจบ ฤดูกาล 2011-2012 แล้ว เดอ บรอยน์ ได้ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ให้กับ เชลซี แบบเต็มตัว เนื่องจากในเวลานั้น เดอ บรอยน์ ยังเป็นแค่เพียงแข้งดาวรุ่ง และแผงกองกลางของเชลซี ยังเต็มไปด้วยนักเตะระดับเวิลด์คลาส ทำให้เขาตกเป็นผู้เล่นสำรองเสียส่วนใหญ่ มูรินโญ่จึงตัดสินใจปล่อยเขาไปให้กับทีมนกนางนวล แวร์เดอร์ เบรเมน  ยืมตัวไปใช้งาน ในฤดูกาล 2012-13 ซึ่งการย้ายมาเล่นที่เยอรมันนี้ เดอบรอยน์ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด เป็นผู้เล่นตัวหลักของทีม สามารถยิงได้ถึง 10 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ จากการลงสนามให้ทีมนกนางนวลไป 34 นัด และในปีเดียวกัน เดอ บรอยน์ ก็สามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกาไปครองได้อีกด้วย

เมื่อเดอ บรอยน์ ได้กลับมาที่ เชลซี อีกครั้ง เขาก็ยังไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้อีกเช่นเคย จนในที่สุดในเดือนมกราคม ปี 2014 ทางเชลซีก็ได้ขาย เดอ บรอยน์ ให้กับทีมหมาป่า โวล์ฟสบวร์ก อย่างเป็นทางการด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ สำหรับเดอ บรอยน์ การย้ายมาเล่นให้กับทีมหมาป่า โวล์ฟสบวร์ก ในบุนเดสลีกานั้น เขาได้เป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่นัดแรก และเขาสามารถผลิตผลงานได้อย่างสุดยอดคือ สามารถพาต้นสังกัดผงาดขึ้นไปเป็นรองแชมป์บุนเดสลีกา เป็นรองแค่มหาอำนาจเมืองเบียร์อย่าง บาเยิร์น มิวนิค เท่านั้น แค่นั้นยังยอดเยี่ยมไม่พอ เดอ บรอยน์ ยังพาทีมเอาชนะเสือเหลืองโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ในปีเดียวกัน เควิน เดอ บรอยน์ ยังสามารถทำแอสซิสต์ได้มากถึง 21 ครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายสถิติของบุนเดสลีกา เลยทีเดียว จนเมื่อจบซีซั่นเขาก็ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกา, ติดทีมยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา รวมทั้งยังได้ตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของเยอรมัน อีกด้วย

หลังจากประสบความสำเร็จกับ โวล์ฟสบวร์ก และกลับมาเกิดใหม่อย่างสวยงามอีกครั้ง เดอ บรอยน์ ก็ได้โอกาสกลับมาพิสูจน์ฝีเท้าในศึกพรีเมียร์ลีก อีกครั้ง เมื่อ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มี มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือชาวชิลี คุมทีมอยู่ในเวลานั้น ได้ทำการทุ่มเงินถึง 55 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาร่วมทีม ซึ่งก็มีหลายคนมองว่าดีลนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มหรือไม่ เนื่องจากนักเตะเคยล้มเหลวในพรีเมียร์ลีก มาแล้ว และในปี 2016 ภายหลังการก้าวเข้ามาคุมทีมเรือใบสีฟ้าของสุดยอดกุนซือชาวสเปน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตำนาน เควิน เดอ บรอนย์ กับแมนซิตี้ก็อุบัติขึ้น โดย เดอ บรอยน์ ลงสนามให้กับเรือใบสีฟ้า ไปมากกว่า 200 นัด ยิงได้ 50 ประตู แชมป์ที่ได้กับแมนซิตี้ ได้แก่ แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย (2017-2018, 2018-2019, 2020-201-21) และ แชมป์เอฟเอคัพ 1 สมัย (2019) และ แชมป์คาราบาวคัพ 4 สมัย (2016, 2018, 2019, 2020)